การขอรับเด็กเป็นบุตรบุณธรรม

การรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม ดำเนินการโดยศูนย์อำนวยการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม สังกัด กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ซึ่งจัดตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ.2520 ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2520 และตามมาตรา 15 แห่งพระราชบัญญัติการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม พ.ศ. 2522 เป็นหน่วยงานรับผิดชอบดำเนินการและดูแลด้านการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมทั่วราชอาณาจักร รวมทั้งทำหน้าที่เป็นสำนักงานเลขานุการของคณะกรรมการการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม โดยปฏิบัติงานให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2533 และตามกฎกระทรวงที่ออกตามความในพระราชบัญญัติดังกล่าว ในส่วนภูมิภาคได้แต่งตั้งให้มีคณะอนุกรรมการการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมประจำจังหวัดขึ้นทุกจังหวัดเพื่อทำหน้าที่ โดยมีสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดเป็นสำนักงานเลขานุการ

การรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมเป็นการให้บริการด้านสวัสดิการเด็ก การดำเนินงานให้รับเด็กเป็นบุตร บุญธรรมจำเป็นต้องอาศัยหลักของกฎหมายควบคู่กับหลักการทางสังคมสงเคราะห์ ซึ่งกฎหมายที่เกี่ยวข้องได้แก่ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พระราชบัญญัติการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม พ.ศ.2522 พระราชบัญญัติการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2533 กฎกระทรวงฉบับที่ 9 (พ.ศ.2543) ออกตามความในพระราชบัญญัติการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม พ.ศ.2522 พระราชบัญญัติจดทะเบียนครอบครัว พระราชบัญญัติทะเบียนราษฎร เป็นต้น

การขอรับเด็ก (ผู้เยาว์) เป็นบุตรบุญธรรม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และตามพระราชบัญญัติการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม

คุณสมบัติตามกฎหมายของผู้ขอรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม
1. ต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 25 ปี (นับตั้งแต่วันเกิด ถึงวันที่ยื่นคำร้อง)
2. ต้องมีอายุมากกว่าเด็กที่จะรับเป็นบุตรบุญธรรม ไม่น้อยกว่า 15 ปี
3. ต้องเป็นผู้ที่ไม่ต้องห้ามเป็นผู้ปกครองเด็กตามมาตรา 1587 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ได้แก่
ผู้ซึ่งศาลสั่งว่าเป็นคนไร้ความสามารถ หรือเสมือนไร้ความสามารถ
ผู้ซึ่งเป็นบุคคลล้มละลาย
ผู้ซึ่งไม่เหมาะสมที่จะปกครองผู้เยาว์ หรือทรัพย์สินของผู้เยาว์
ผู้ซึ่งมีหรือเคยมีคดีในศาลกับผู้เยาว์ ผู้บุพการีหรือพี่น้องร่วมบิดามารดา หรือร่วมแต่บิดา หรือมารดากับผู้เยาว์
ผู้ซึ่งบิดาหรือมารดาที่ตายได้ทำหนังสือระบุชื่อ ห้ามไว้มิให้เป็นผู้ปกครอง

หลักเกณฑ์การขอรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม
1. ผู้ขอรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมเป็นคนสัญชาติไทย ที่มีภูมิลำเนาในประเทศไทย ซึ่งขอรับเด็กสัญชาติไทยที่บิดามารดา หรือบิดาหรือมารดาเป็นผู้ให้ความยินยอม หรือเด็กที่ศาลมีคำสั่งอนุญาตแทนการให้ความยินยอมของบิดามารดา และได้ผ่านการทดลองเลี้ยงดูครบกำหนดแล้ว
2. ผู้ขอรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมเป็นคนสัญชาติไทย ที่มีภูมิลำเนาในประเทศไทย ซึ่งขอรับเด็กสัญชาติไทยที่ได้รับยกเว้นการทดลองเลี้ยงดูตามกฎหมาย

คุณสมบัติทางสังคมของผู้ขอรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม
1. เป็นครอบครัวที่สมบูรณ์ ครอบครัวอบอุ่น ความสัมพันธ์ในครอบครัวดี
2. ต้องมีสุขภาพสมบูรณ์ทั้งร่างกายและจิตใจ
3. ต้องมีฐานะการครองชีพที่มั่นคง มีทรัพย์สินและรายได้ที่แน่นอน ไม่มีหนี้สิน และไม่มีปัญหาเรื่องค่าใช้จ่ายการลี้ยงดูหรือสนับสนุนการศึกษาของเด็ก
4. ต้องมีที่อยู่อาศัยเป็นหลักแหล่ง ถูกสุขลักษณะ อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี ไม่อยู่ห่างไกลจากชุมชนมากเกินไป
5. ต้องมีเวลาให้กับเด็กที่จะรับเป็นบุตรบุญธรรม ให้ความสำคัญ และเอาใจใส่เด็กอย่างใกล้ชิด
6. ต้องมีเหตุผลในการขอรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมที่เหมาะสม ไม่เชื่อถือเรื่องโชคลาง รับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมอย่างเปิดเผยและจริงใจ ไม่ได้รับการคัดค้านจากสมาชิกในครอบครัว ญาติพี่น้อง
7. ต้องไม่มีบุตร หรือเด็กในความอุปการะมากเกินไป เพื่อให้บุตรบุญธรรมได้รับความรักและการเอาใจใส่อย่างเต็มที่
8. ไม่เคยมีประวัติกระทำความผิดตามกฎหมาย หรือมีพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรง ต่อบุคคลอื่นหรือประพฤติผิดศีลธรรมและจารีตประเพณีอันดีงาม
9. ต้องมีวุฒิภาวะเหมาะสมที่จะอุปการะเลี้ยงดู อบรมสั่งสอนให้บุตรบุญธรรมประพฤติตนเป็นคนดี

เอกสารประกอบการพิจารณาของฝ่ายผู้ขอและคู่สมรส
1. สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน หรือ สำเนาบัตรข้าราชการ คนละ 1 ฉบับ
2. สำเนาทะเบียนบ้าน คนละ 1 ฉบับ
3. สำเนาทะเบียนสมรส 1 ฉบับ หรือสำเนาทะเบียนการหย่า หรือสำเนาใบมรณะบัตร (กรณีคู่สมรสเสียชีวิต)
4. หลักฐานการเปลี่ยนชื่อหรือนามสกุล คนละ 1 ฉบับ
5. ใบรับรองแพทย์แสดงว่ามีร่างกายและจิตใจสมบูรณ์ คนละ 1 ฉบับ (ไม่เกิน 6 เดือน)
6. รูปถ่ายหน้าตรง ขนาด 2 นิ้ว เท่านั้น คนละ 1 รูป (ถ่ายไว้ไม่เกิน 6 เดือน)
7. หากผู้ขอมีบุตรอายุไม่ต่ำกว่า 15 ปี บุตรต้องมาลงนามยินยอมให้บิดามารดารับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมต่อหน้าพนักงานเจ้าหน้าที่ และแนบสำเนาบัตรประชาชนของบุตร คนละ 1 ฉบับ หากบุตรไม่สามารถมาลงนามได้ ให้ผู้ขอรับเด็กทำบันทึกระบุเหตุผลที่บุตรไม่สามารถมาลงนามให้ความยินยอม และให้บุตรนั้นทำบันทึกแสดงความยินยอมให้บิดามารดารับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม ต่อผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่
8. หากคู่สมรสไม่ขอรับเด็กเป็นบุตรด้วย คู่สมรสต้องมาลงนามแสดงความยินยอมให้ผู้ขอรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมฝ่ายเดียวต่อหน้าพนักงานเจ้าหน้าที่ ในกรณีที่คู่สมรสไม่อาจให้ความยินยอม ไปจากภูมิลำเนา หรือถิ่นที่อยู่ และหาตัวไม่พบเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 1 ปี ต้องมีคำสั่งอนุญาตของศาลแทนการให้ความยินยอมของคู่สมรสนั้น
9. กรณีผู้ขอรับเด็ก (มีสัญชาติไทย ไม่ได้ CITIZEN หรือ GREENCARD) ทำงานและอาศัยอยู่ต่างประเทศให้นำสำเนาหนังสือเดินทาง หนังสืออนุญาตทำงาน หนังสือรับรองการทำงานและรายได้ และทำหนังสือขอความร่วมมือเยี่ยมบ้านในต่างประเทศโดยต้องระบุสถานทูต หรือสถานกงสุลไทยที่ใกล้ที่อยู่ของตน และยินยอมจ่ายค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่เกิดขึ้น ในการติดตามเยี่ยมบ้าน และติดตามการทดลองเลี้ยงดูเด็ก (กรณีต้องทดลองเลี้ยงดูเด็กตามกฎหมาย) ถึงผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ และอธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ (หลักฐานที่เป็นภาษาต่างประเทศ ต้องแปลเป็นภาษาไทย โดยแปลอย่างถูกต้อง และได้รับการรับรอง)
10. หากผู้ขอรับเด็กมีคู่สมรส ซึ่งไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน แต่อยู่กินร่วมกันฉันท์สามีภรรยา คู่สมรสนั้นไม่สามารถขอรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมร่วมได้ และต้องลงนามในเอกสารคำร้องขอรับเด็ก พร้อมมีเอกสารหลักฐานดังกล่าวข้างต้น

เอกสารประกอบการพิจารณาของบิดามารดาเด็ก
1. สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนหรือสำเนาบัตรข้าราชการ คนละ 1 ฉบับ
2. สำเนาทะเบียนบ้าน คนละ 1 ฉบับ
3. สำเนาทะเบียนสมรสหรือสำเนาทะเบียนการหย่าและบันทึกการหย่าซึ่งระบุว่าฝ่ายใดเป็นผู้มีอำนาจปกครองบุตร หรือสำเนาใบมรณะบัตร (กรณีคู่สมรสเสียชีวิต) จำนวน 1 ฉบับ
4. หลักฐานการเปลี่ยนชื่อหรือนามสกุล คนละ 1 ฉบับ
5. รูปถ่ายหน้าตรง ขนาด 2 นิ้วเท่านั้น คนละ 1 รูป (ถ่ายไว้ไม่เกิน 6 เดือน)
6. บิดามารดาเด็กต้องมาลงนามแสดงความยินยอมมอบเด็กเป็นบุตรบุญธรรมต่อหน้าพนักงานเจ้าหน้าที่ ถึงแม้บิดามารดาไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน เว้นแต่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเสียชีวิตหรือถูกถอนอำนาจปกครอง

เอกสารประกอบการพิจารณาของเด็ก
• สำเนาสูติบัตรเด็ก จำนวน 1 ฉบับ
• สำเนาทะเบียนบ้าน จำนวน 1 ฉบับ
• สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน จำนวน 1 ฉบับ
• สำเนาหลักฐานการเปลี่ยนชื่อ- นามสกุล จำนวน 1 ฉบับ
• รูปถ่ายหน้าตรง ขนาด 2 นิ้ว เท่านั้น จำนวน 1 รูป (ถ่ายไว้ไม่เกิน 6 เดือน) กรณีเป็นเด็ก
อายุตั้งแต่แรกเกิด – 5 ปี อนุโลมให้ใช้รูปขนาดโปสการ์ดได้
• กรณีเด็กมีอายุไม่ต่ำกว่า 15 ปี เด็กต้องมาลงนามแสดงความยินยอมเป็นบุตรบุญธรรมต่อหน้าพนักงานเจ้าหน้าที่
• กรณีเด็กมีอายุ 12 ปีขึ้นไป ให้เด็กเขียนบันทึกระบุเหตุผลที่ต้องการ และยินยอมเป็นบุตรบุญธรรมของผู้ขอรับเด็ก

เอกสารประกอบการพิจารณาของผู้รับรอง จำนวน 2 คน
ผู้รับรองต้องรู้จักกับผู้ขอรับเด็ก เช่น บิดามารดา ญาติพี่น้อง เพื่อน ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน หัวหน้าหน่วยงาน
1. สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนหรือสำเนาบัตรข้าราชการ คนละ 1 ฉบับ
2. สำเนาทะเบียนบ้าน คนละ 1 ฉบับ

• ผู้รับรองไม่ต้องมาในวันที่ผู้ขอรับเด็กนำคำร้องมายื่น แต่ต้องรับรองสำเนาเอกสารของตนเองให้ครบ
** บุคคลที่เชื่อถือได้ ในแบบ บธ.4 หน้าที่ 5″ ” ผู้รับรองในแบบ บธ. 7 ข้อ 11 และผู้รับรองที่ลงนามในหนังสือรับรองต้องเป็นบุคคลคนเดียวกันเท่านั้น
***การรับรองใน แบบ บธ. 7 ข้อ 11 ของผู้รับรอง ให้เขียนรับรองผู้ขอรับเด็กว่ามีความเหมาะสมที่จะเลี้ยงดูเด็กอย่างไรบ้างตามความคิดเห็นของผู้รับรอง เช่น ความมั่นคงของรายได้ หน้าที่การงาน ความประพฤตินิสัยใจคอ อารมณ์จิตใจ สภาพครอบครัว และให้ระบุระยะเวลาที่ผู้ขอรับเด็กได้อุปการะเลี้ยงดูเด็กด้วย

หมายเหตุ
1. เอกสารหลักฐานของทุกคน (ยกเว้นของผู้รับรอง) ให้นำฉบับจริงมาแสดงด้วย ในวันที่นำคำร้องขอรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมมายื่น
2. ไม่อนุญาตให้ผู้ขอรับเด็ก หรือบุคคลอื่นใดนำหนังสือแสดงความยินยอมต่าง ๆ ไปให้ผู้ที่ต้องมาลงนามต่อหน้าพนักงานเจ้าหน้าที่ไปลงนามที่อื่นทุกกรณี

กรณีชาวต่างชาติขอรับบุตรติดภรรยาหรือหลานของภรรยาเป็นบุตรบุญธรรม
สถานที่ติดต่อยื่นเรื่อง
ศูนย์อำนวยการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม เลขที่ 255 ถนนราชวิถี เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร 10400 โทรศัพท์ 0-2354-7500″


Share:



เงินกู้เพื่อประกอบอาชีพคนพิการและผู้ดูแลคนพิการ

1.1 คุณสมบัติของผู้กู้ยืมรายบุคคล

กรณีคนพิการเป็นผู้กู้ยืม

1.       มีบัตรประจําตัวคนพิการ

2.       มีความจําเป็นในการขอรับการสนับสนุนเงินกู้ยืมเพื่อประกอบอาชีพในท้องที่ที่ยื่นคําขอ

3.       มีความสามารถในการประกอบอาชีพในเรื่องที่ขอรับการสนับสนุน

4.       บรรลุนิติภาวะ เว้นแต่คณะอนุกรรมการบริหารกองทุนจะเห็นเป็นอย่างอื่น

5.       มีภูมิลำเนาตามทะเบียนบ้านหรือมีถิ่นที่อยู่ถาวรในท้องที่ที่ยื่นคำขอกู้ไม่น้อยกว่าเก้าสิบวัน

6.       ไม่มีประวัติเสียหายในการกูเงินจากกองทุน เว้นแต่ได้ดำเนินการแก้ไขมาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งปี หรือเป็นกรณีคณะอนุกรรมการบริหารกองทุนจะเห็นเป็นอย่างอื่น

7.       กรณีมีหนี้สินอยู่กับกองทุนต้องได้ชําระหนี้มาแล้วไม่น้อยกว่าร้อยละ 60 ของวงเงินกู้ยืมทั้งหมดและเมื่อได้การอนุมัติแล้วต้องชําระหนี้สินที่มีอยู่เดิมทั้งหมด

8.       มีความสามารถชำระคืนเงินกู้ยืม โดยมีบุคคลค้ำประกันการกู้ยืม ดังนี้
บุคคลธรรมดาที่น่าเชื่อถือได้
องค์กรตามประเภทความพิการหรือองค์กรของคนพิการที่เป็นนิติบุคคล และมีวัตถุประสงค์ เพื่อการค้ำประกันให้กับสมาชิกเป็นผู้ค้ำประกัน

กรณีผู้ดูแลคนพิการเป็นผู้กู้ยืม

1.       มีความจําเป็นในการขอรับการสนับสนุนเงินกู้ยืมเพื่อประกอบอาชีพในท้องที่ที่ยื่นคําขอ

2.       มีความสามารถในการประกอบอาชีพในเรื่องที่ขอรับการสนับสนุน

3.       บรรลุนิติภาวะ เว้นแต่คณะอนุกรรมการบริหารกองทุนจะเห็นเป็นอย่างอื่น

4.       มีภูมิลำเนาตามทะเบียนบ้านหรือมีถิ่นที่อยู่ถาวรในท้องที่ที่ยื่นคำขอกู้ไม่น้อยกว่าเก้าสิบวัน

5.       ไม่มีประวัติเสียหายในการกูเงินจากกองทุน เว้นแต่ได้ดำเนินการแก้ไขมาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งปี หรือเป็นกรณีคณะอนุกรรมการบริหารกองทุนจะเห็นเป็นอย่างอื่น

6.       กรณีมีหนี้สินอยู่กับกองทุนต้องได้ชําระหนี้มาแล้วไม่น้อยกว่าร้อยละ 60 ของวงเงินกู้ยืมทั้งหมดและเมื่อได้การอนุมัติแล้วต้องชําระหนี้สินที่มีอยู่เดิมทั้งหมด

7.       มีความสามารถชำระคืนเงินกู้ยืม โดยมีบุคคลค้ำประกันการกู้ยืม ดังนี้
บุคคลธรรมดาที่น่าเชื่อถือได้
องค์กรตามประเภทความพิการหรือองค์กรของคนพิการที่เป็นนิติบุคคล และมีวัตถุประสงค์ เพื่อการค้ำประกันให้กับสมาชิกเป็นผู้ค้ำประกัน

8.       ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย

9.       ได้รับการรับรองเป็นหนังสือจากผู้แทนองค์กรด้านคนพิการ กํานัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ผู้นั้นมีภูมิลำเนา ข้าราชการระดับ 3 หรือเทียบเท่าขึ้นไป หรือมีหลักฐานเชื่อได้ว่าเป็นผู้อุปการะเลี้ยงดูคนพิการที่มีบัตรประจําตัวคนพิการซึ่งมิได้มีหนี้สิน จากกองทุน

 1.2 คุณสมบัติของผู้กู้ยืมรายกลุ่ม

1.       เป็นกลุ่มคนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการที่รวมตัวกันโดยมีผลประโยชน์และวัตถุประสงค์ร่วมกันเพื่อช่วยเหลือหรือสนับสนุนกันนหรือทำกิจกรรมอันชอบด้วยกฎหมายและศีลธรรมร่วมกัน ต้องมีสมาชิกกลุ่มไม่น้อยกว่าสองคน ซึ่งสมาชิกสามารถเป็นผู้ค้ำประกันให้กันและกันได้

2.       มีหลักฐานจากสถาบันการเงินเกี่ยวกับการออมเงินของกลุ่มอย่างสม่ำเสมอมาแล้วไม่น้อยกว่าสามเดือน

3.       สมาชิกในกลุ่มต้องผ่านการฝึกอบรมอาชีพอย่างใดอย่างหนึ่ง โดยมีหนังสือรับรองจากหน่วยงานหรือองค์กรที่จัดฝึกอบรม และต้องเป็นอาชีพเดียวกันหรือแบบเดียวกันกับอาชีพที่กู้ยืมเงินไปลงทุน

4.       ได้รับการรับรองเป็นหนังสือรับรองจากองค์กรด้านคนพิการที่เป็นนิติบุคคลหรือหน่วยงาน ภาครัฐว่าเป็นกลุ่มที่มีการรวมกลุ่มกันจริง

5.       มีแผนงานหรือโครงการของกลุ่มที่จะดำเนินการต่อไปอย่างชัดเจน

6.       กลุ่มคนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการที่รวมตัวกันต้องมีคำว่า “กลุ่ม” ประกอบชื่อ

7.       กลุ่มคนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการที่รวมตัวกันต้องมีสถานที่ทำการที่แน่นอน

 1.3 คุณสมบัติของผู้ค้ำประกัน

1.       มีความสามารถในการทำนิติกรรม

2.       มีภูมิลำเนาเป็นหลักแหล่งมั่นคงมีอาชีพ และมีรายได้มั่นคง และมีชื่อในทะเบียนบ้านในท้องที่ที่ยื่นขอกู้ไม่น้อยกว่า 6 เดือน

3.       ต้องเป็นบุคคลที่ไม่มีประวัติการค้างชำระหนี้เงินกองทุนติดต่อกัน 2 งวด

4.       ต้องไม่เป็นสามีหรือภรรยาของผู้กู้ตามกฎหมาย

 

เอกสารประกอบการยื่นคำขอกู้ยืมของผู้กู้ยืมและผู้ค้ำประกัน

1.1 เอกสารประกอบการยื่นคำขอกู้ยืมเงินรายบุคคล

กรณีคนพิการเป็นผู้กู้ยืม

1.       สมุดหรือบัตรประจำตัวคนพิการ (พร้อมสำเนา และลงลายมือชื่อหรือพิมพ์ลายนิ้วมือ)

2.       บัตรประจำตัวประชาชน (พร้อมสำเนา และลงลายมือชื่อหรือพิมพ์ลายนิ้วมือ)

3.       ทะเบียนบ้าน (พร้อมสำเนา และลงลายมือชื่อหรือพิมพ์ลายนิ้วมือ)

4.       หนังสือรับรองการอยู่อาศัย (ทั้งในกรณีอาศัยอยู่ในบ้านเช่าหรือไม่ใช่บ้านเช่า แนบด้วยสำเนาบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้านของเจ้าของบ้านดังกล่าว พร้อมลงลายมือชื่อหรือพิมพ์ลายนิ้วมือ)

5.       แผนที่แสดงที่อยู่อาศัยตามทะเบียนบ้าน หรือที่อยู่ ณ ปัจจุบัน และสถานที่ประกอบอาชีพ (เขียนรายละเอียดแผนที่ให้ถูกต้องและชัดเจนลงในกระดาษเปล่า จำนวน 1 ใบ)

6.       หนังสือยินยอมคู่สมรสในกรณีจดทะเบียนสมรส แนบด้วยสำเนาบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้านของคู่สมรส สำเนาทะเบียนสมรส พร้อมลงลายมือชื่อหรือพิมพ์ลายนิ้วมือ (สามารถดาวน์โหลดได้ที่ http://web1.dep.go.th/sites/default/files/images/document/nepfund1_1.pdf)

7.       หลักฐานการศึกษา ประกาศนียบัตร หรือวุฒิที่ผ่านการฝึกอาชีพ ถ้ามี (พร้อมสำเนา และลงลายมือชื่อหรือพิมพ์ลายนิ้วมือ)

8.       รูปถ่ายเต็มตัวปัจจุบันขนาด 4X6 นิ้ว จำนวน 1 รูป

9.       ใบประมาณการค่าใช้จ่ายในการประกอบอาชีพ (เขียนข้อมูลลงในกระดาษเปล่า จำนวน 1 ใบ)

10.    แบบคำร้องขอกู้ยืมเงินกองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ประเภทการกู้ยืมของคนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการเป็นรายบุคคล (สามารถดาวน์โหลดได้ที่ http://web1.dep.go.th/sites/default/files/images/document/nepfund1_1.pdf)

11.    กรณียื่นกู้ครั้งที่ 2 ขึ้นไป ให้แนบสำเนาใบเสร็จในการชำระหนี้ หรือสำเนาสมุดหักลดยอดหนี้ (หน้าแรกที่มีเลขที่สัญญาและหน้าสุดท้ายของการชำระเงินงวดสุดท้าย) และลงลายมือชื่อหรือพิมพ์ลายนิ้วมือ

12.    กรณียื่นคำขอกู้เพื่อค้าสลากฯ ที่มีโควตาสลากฯ ให้แนบสำเนาบัตรหรือสำเนาเอกสารยืนยันพร้อมลงลายมือชื่อหรือพิมพ์ลายนิ้วมือในการรับสลากฯ จากแหล่งที่ได้รับ เช่น สภาสังคมสงเคราะห์ฯ หรือกองสลากฯ เป็นต้น

กรณีผู้ดูแลคนพิการเป็นผู้กู้ยืม

1.       บัตรประจำตัวประชาชน (พร้อมสำเนา และลงลายมือชื่อหรือพิมพ์ลายนิ้วมือ)

2.       ทะเบียนบ้าน (พร้อมสำเนา และลงลายมือชื่อหรือพิมพ์ลายนิ้วมือ)

3.       หนังสือรับรองการอยู่อาศัย (ทั้งในกรณีอาศัยอยู่ในบ้านเช่าหรือไม่ใช่บ้านเช่า แนบด้วยสำเนาบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้านของเจ้าของบ้านดังกล่าว พร้อมลงลายมือชื่อหรือพิมพ์ลายนิ้วมือ)

4.       แผนที่แสดงที่อยู่อาศัยตามทะเบียนบ้าน หรือที่อยู่ ณ ปัจจุบัน และสถานที่ประกอบอาชีพ (เขียนรายละเอียดแผนที่ให้ถูกต้องและชัดเจนลงในกระดาษเปล่า จำนวน 1 ใบ)

5.       หนังสือรับรองการเป็นผู้ดูแลหรือผู้อุปการะคนพิการ ในกรณีไม่มีชื่อผู้ดูแลในบัตรคนพิการ แนบด้วยสำเนาบัตรประชาชนผู้รับรอง พร้อมลงลายมือชื่อหรือพิมพ์ลายนิ้วมือ (สามารถดาวน์โหลดได้ที่ http://web1.dep.go.th/sites/default/files/images/document/nepfund1_1.pdf)

6.       ใบรับรองแพทย์ของคนพิการ ในกรณีคนพิการมีสภาพความพิการรุนแรง ระบุว่าคนพิการไม่สามารถประกอบกิจวัตรประจำวันได้

7.       หนังสือยินยอมคู่สมรสในกรณีจดทะเบียนสมรส แนบด้วยสำเนาบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้านของคู่สมรส สำเนาทะเบียนสมรส พร้อมลงลายมือชื่อหรือพิมพ์ลายนิ้วมือ (สามารถดาวน์โหลดได้ที่ http://web1.dep.go.th/sites/default/files/images/document/nepfund1_1.pdf)

8.       หลักฐานการศึกษา ประกาศนียบัตร หรือวุฒิที่ผ่านการฝึกอาชีพ ถ้ามี (พร้อมสำเนา และลงลายมือชื่อหรือพิมพ์ลายนิ้วมือ)

9.       รูปถ่ายเต็มตัวคู่กับคนพิการปัจจุบันขนาด 4X6 นิ้ว จำนวน 1 รูป

10.    ใบประมาณการค่าใช้จ่ายในการประกอบอาชีพ (เขียนข้อมูลลงในกระดาษเปล่า จำนวน 1 ใบ)

11.    แบบคำร้องขอกู้ยืมเงินกองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ประเภทการกู้ยืมของคนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการเป็นรายบุคคล (สามารถดาวน์โหลดได้ที่ http://web1.dep.go.th/sites/default/files/images/document/nepfund1_1.pdf)

12.    กรณียื่นกู้ครั้งที่ 2 ขึ้นไป ให้แนบสำเนาใบเสร็จในการชำระหนี้ หรือสำเนาสมุดหักลดยอดหนี้ (หน้าแรกที่มีเลขที่สัญญาและหน้าสุดท้ายของการชำระเงินงวดสุดท้าย) และลงลายมือชื่อหรือพิมพ์ลายนิ้วมือ

13.    กรณียื่นคำขอกู้เพื่อค้าสลากฯ ที่มีโควตาสลากฯ ให้แนบสำเนาบัตรหรือสำเนาเอกสารยืนยันพร้อมลงลายมือชื่อหรือพิมพ์ลายนิ้วมือในการรับสลากฯ จากแหล่งที่ได้รับ เช่น สภาสังคมสงเคราะห์ฯ หรือกองสลากฯ เป็นต้น

 1.2 เอกสารประกอบการยื่นคำขอกู้ยืมเงินรายกลุ่ม (ใช้เอกสารของตัวแทนกลุ่ม)

1.       สมุดหรือบัตรประจำตัวคนพิการ และบัตรประจำตัวประชาชน (พร้อมสำเนา และลงลายมือชื่อหรือพิมพ์ลายนิ้วมือ)

2.       ทะเบียนบ้านพร้อมสำเนา และลงลายมือชื่อหรือพิมพ์ลายนิ้วมือ (กรณีผู้ดูแลคนพิการเป็นผู้ขอกู้แทนคนพิการให้ใช้ของผู้ดูแล)

3.       แผนที่แสดงที่อยู่อาศัยตามทะเบียนบ้าน หรือที่อยู่ ณ ปัจจุบัน และสถานที่ประกอบอาชีพ (เขียนรายละเอียดแผนที่ให้ถูกต้องและชัดเจนลงในกระดาษเปล่า จำนวน 1 ใบ)

4.       โครงการประกอบอาชีพของกลุ่ม

5.       หนังสือรับรองการอยู่อาศัย (ทั้งในกรณีอาศัยอยู่ในบ้านเช่าหรือไม่ใช่บ้านเช่า แนบด้วยสำเนาบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้านของเจ้าของบ้านดังกล่าว พร้อมลงลายมือชื่อหรือพิมพ์ลายนิ้วมือ)

6.       หนังสือรับรองขององค์กรคนพิการหรือองค์กรเพื่อคนพิการ

7.       หนังสือรับรองการเป็นผู้ดูแลหรือผู้อุปการะคนพิการ ในกรณีผู้ดูแลคนพิการเป็นผู้ขอกู้แทนคนพิการ (สามารถดาวน์โหลดได้ที่ http://web1.dep.go.th/sites/default/files/images/document/nepfund1_1.pdf)

8.       ใบรับรองแพทย์ของคนพิการ ในกรณีคนพิการมีสภาพความพิการรุนแรง ระบุว่าคนพิการไม่สามารถประกอบกิจวัตรประจำวันได้และผู้ดูแลคนพิการเป็นผู้ขอกู้แทนคนพิการ

9.       รูปถ่ายเต็มตัวของผู้กู้ ขนาด 4X6 นิ้ว ปัจจุบัน จำนวน 1 รูป  ในกรณีผู้ดูแลคนพิการเป็นผู้ขอกู้แทนคนพิการต้องถ่ายคู่กับคนพิการด้วย

10.    สมุดบัญชีเงินฝากธนาคาร (พร้อมสำเนา และลงลายมือชื่อหรือพิมพ์ลายนิ้วมือ)

 1.3 เอกสารผู้ค้ำประกัน

1.       บัตรประจำตัวประชาชน (พร้อมสำเนา และลงลายมือชื่อหรือพิมพ์ลายนิ้วมือ)

2.       ทะเบียนบ้าน (พร้อมสำเนา และลงลายมือชื่อหรือพิมพ์ลายนิ้วมือ)

3.       แผนที่แสดงที่อยู่อาศัยตามทะเบียนบ้าน หรือที่อยู่ ณ ปัจจุบัน และสถานที่ประกอบอาชีพ (เขียนรายละเอียดแผนที่ให้ถูกต้องและชัดเจนลงในกระดาษเปล่า จำนวน 1 ใบ)

4.       หนังสือรับรองเงินเดือนฉบับจริงที่ต้นสังกัดของผู้ค้ำประกันฯ ออกให้ หรือกรณีเป็นเจ้าของ กิจการธุรกิจส่วนตัว ให้แนบสำเนาสมุดบัญชีเงินฝากแสดงรายได้ ย้อนหลัง 6 เดือน ณ ปัจจุบัน และทะเบียนการค้า (ถ้ามี) (พร้อมสำเนา และลงลายมือชื่อหรือพิมพ์ลายนิ้วมือ)

5.       หนังสือยินยอมคู่สมรสในกรณีจดทะเบียนสมรส แนบด้วยสำเนาบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้านของคู่สมรส สำเนาทะเบียนสมรส พร้อมลงลายมือชื่อหรือพิมพ์ลายนิ้วมือ (สามารถดาวน์โหลดได้ที่ http://web1.dep.go.th/sites/default/files/images/document/nepfund1_1.pdf)

สถานที่ยื่นคำร้องขอกู้ยืมเงิน

จะต้องไปติดต่อยื่นคำร้องด้วยตนเองที่จังหวัดที่ตนมีภูมิลำเนาอยู่หรือจังหวัดที่ตนเองประกอบอาชีพอยู่ ดังนี้

  • กรุงเทพฯ: กองทุนและส่งเสริมความเสมอภาคคนพิการ (ตึกนิวยอร์ก) ชั้น 2 บริเวณสถานีรถไฟสามเสน แขวงสามเสนใน กรุงเทพมหานคร หรือศูนย์คุ้มครองสวัสดิภาพชุมชน เขต 1-50
  • ส่วนภูมิภาค: สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดที่ตนมีภูมิลำเนาอยู่หรือที่ประกอบอาชีพอยู่

ติดต่อสอบถามรายละเอียด

  • กรุงเทพฯ: กองทุนและส่งเสริมความเสมอภาคคนพิการ (ตึกนิวยอร์ก) ชั้น 2 บริเวณสถานีรถไฟสามเสน แขวงสามเสนใน กรุงเทพมหานคร โทร. 02-106-9300, 02-106-9327-31 หรือศูนย์คุ้มครองสวัสดิภาพชุมชน เขต 1-50
  • ส่วนภูมิภาค: สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด รายละเอียดการติดต่อ https://www.m-society.go.th/news_view.php?nid=10783

 

แหล่งอ้างอิงข้อมูล

พระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

http://dep.go.th/uploads/Docutents/33cb9847–0905–4854–842e–fec9922ff1e6พรบ.ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ%20พ.ศ.%202550%20(ปรับปรุงครั้งที่%206).pdf

ระเบียบคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติ ว่าด้วยการพิจารณาอนุมัติการจ่ายเงินเพื่อการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ และการจัดทำรายงานสถานะการเงินและการบริหารกองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2552”

http://www.oic.go.th/FILEWEB/CABINFOCENTER4/DRAWER036/GENERAL/DATA0000/00000052.PDF

ระเบียบคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติ ว่าด้วยการพิจารณาอนุมัติการจ่ายเงินเพื่อการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ และการจัดทำรายงานสถานะการเงินและการบริหารกองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2557”

http://web1.dep.go.th/sites/default/files/files/law/ระเบียบอนุมัติการจ่ายเงิน.pdf

ระเบียบคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติ ว่าด้วยการพิจารณาอนุมัติการจ่ายเงินเพื่อการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ และการจัดทำรายงานสถานะการเงินและการบริหารกองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2558”

http://web1.dep.go.th/sites/default/files/files/law/regulations_fund_1_58.PDF

ระเบียบคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติ ว่าด้วยการพิจารณาอนุมัติการจ่ายเงินเพื่อการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ และการจัดทำรายงานสถานะการเงินและการบริหารกองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2562”

http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2562/E/100/T_0013.PDF

กองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ

http://dep.go.th/Content/View/1338/2

เงินทุนหมุนเวียนให้คนพิการกู้ยืมประกอบอาชีพ

http://www.gcc.go.th/webgcc/?p=2823

การกู้ยืมเงินกองทุน

http://neppr56.dep.go.th/index.php/faq/7

 


Share:



เงินทุนประกอบอาชีพจากกองทุนผู้งสูงอายุ


หลักเกณฑ์การกู้ยืมเงินทุนประกอบอาชีพจากกองทุนผู้สูงอายุ

1.  วัตถุประสงค์

      เพื่อให้ผู้สูงอายุกู้ยืม เป็นทุนประกอบอาชีพ เป็นรายบุคคลและรายกลุ่ม

 

2.  ลักษณะการให้การกู้ยืม 

      ให้ผู้สูงอายุกู้ยืม เป็นทุนประกอบอาชีพ เป็นรายบุคคลและรายกลุ่ม

 

3.  วิธีการให้การกู้ยืม

      ให้ผู้สูงอายุได้กู้ยืมเงินเพื่อเป็นทุนประกอบอาชีพ  โดย

       3.1  กู้ยืมเป็นรายบุคคลได้คนละไม่เกิน 30,000 บาท

       3.2  กู้ยืมเป็นรายกลุ่มๆละไม่น้อยกว่า 5 คนได้กลุ่มละไม่เกิน 100,000 บาท

               ทั้งนี้ ให้ชำระคืนเป็นรายงวด ภายในระยะเวลาไม่เกิน 3 ปี โดยไม่คิดดอกเบี้ย

 

4.  คุณสมบัติของผู้กู้ยืมและผู้ค้ำประกัน

                                ผู้สูงอายุที่ต้องการขอรับเงินทุนประกอบอาชีพจากกองทุนผู้สูงอายุ  ต้องมีอายุเกิน 60 ปีขึ้นไ และมีสัญชาติไทยที่ประสบปัญหาความเดือดร้อนด้านเงินทุนประกอบอาชีพ โดยไม่ได้รับความช่วยเหลือจากแหล่งทุนอื่น หรือได้รับแต่ไม่เพียงพอ  และมีคุณสมบัติดังนี้

                             ก.  คุณสมบัติผู้กู้ยืม

                                        1.    สามารถประกอบอาชีพได้

                                        2.    มีแผนงานหรือโครงการประกอบอาชีพที่เหมาะสม

                                        3.    กรณีกู้ยืมรวมกลุ่มประกอบอาชีพ  (กลุ่มละไม่น้อยกว่า 5 คน)  ต้องมีคุณสมบัติตาม 1, 2, 3  และต้องมีการจัดโครงสร้างกลุ่ม  ประกอบด้วย

                                                (ก)  มีรายชื่อกรรมการกลุ่ม

                                                (ข)  รายชื่อสมาชิกกลุ่ม

                                                (ค)  มีแผนงาน/โครงการการประกอบอาชีพที่กระทำรวมกันเป็นกลุ่ม

                                (ง)  หนังสือรับรองจากองค์กรของผู้สูงอายุ/องค์กรภาคเอกชน/หน่วยงาน

                                        ภาครัฐที่เกี่ยวข้อง

                                        4.  กรณีผู้กู้ยืมมีคู่สมรส ต้องได้รับความยินยอมจากคู่สมรสด้วย       

                                หากผู้ขอกู้รายใดไม่ผ่านการพิจารณาเนื่องจากคุณสมบัติผู้กู้ไม่ผ่านเกณฑ์, รายได้เกินเกณฑ์ และกู้ผิดวัตถุประสงค์  จะสามารถส่งมาใหม่ได้หลังจากผ่าน 6 เดือนมาแล้ว นับจากวันที่คณะกรรมการบริหารกองทุนผู้สูงอายุพิจารณา

                                ข.  คุณสมบัติผู้ค้ำประกัน

                                      –  กรณีให้กู้ยืมเป็นรายบุคคล   

                                           ผู้กู้ต้องหาบุคคลที่น่าเชื่อถือจำนวน 1 คน  เป็นผู้ค้ำประกัน เช่น เป็นผู้ที่มีอาชีพมั่นคง รายได้แน่นอน  มีหลักฐานแสดงรายได้และการประกอบอาชีพ (หนังสือรับรอง สมุดบัญชีธนาคารที่มียอดหมุนเวียนเข้าทุกเดือนอย่างน้อย 3 เดือนขึ้นไปที่ยืนยันการมีรายได้ของผู้ค้ำประกัน) มีที่อยู่อาศัยที่แน่นอนตรวจสอบได้โดยมีภูมิลำเนาเดียวกันกับผู้ขอกู้ยืม   และไม่เป็นผู้ค้ำประกันให้บุคคลอื่นที่ขอกู้ยืมเงินจากกองทุนผู้สูงอายุหรือไม่เป็นผู้ที่กู้ยืมด้วยกันเอง

                                        –   กรณีให้กู้ยืมเป็นรายกลุ่ม

                                             สมาชิกในกลุ่มที่ต้องการกู้ยืมเงิน ต้องจัดหาผู้ค้ำประกันตามจำนวนผู้กู้ยืม             โดยต้องเป็นผู้ที่มีอาชีพมั่นคง รายได้แน่นอน  มีหลักฐานแสดงรายได้และการประกอบอาชีพ (หนังสือรับรอง สมุดบัญชีธนาคารที่มียอดหมุนเวียนเข้าทุกเดือนอย่างน้อย 3 เดือนขึ้นไป หรือ บัญชีสหกรณ์ทั่วไป ที่ยืนยันการมีรายได้ของผู้ค้ำประกัน) และมีที่อยู่อาศัยที่แน่นอนตรวจสอบได้ ไม่เป็นผู้ค้ำประกันให้บุคคลอื่นที่ขอกู้ยืมเงินจากกองทุนผู้สูงอายุหรือไม่เป็นผู้ที่กู้ยืมด้วยกันเองและต้องรับผิดชอบลูกหนี้ร่วมกัน

                   กรณีผู้ค้ำประกันมีคู่สมรส ต้องได้รับความยินยอมจากคู่สมรสด้วย

                   ผู้ค้ำประกันต้องมีภูมิลำเนาเดียวกันกับผู้ขอกู้ยืม

                                               

5.  วงเงินที่กองทุนผู้สูงอายุให้การสนับสนุน

      5.1  รายบุคคล  อนุมัติเงินกู้ยืมตามความเหมาะสม รายละไม่เกิน30,000 บาท

      5.2  รายกลุ่ม  กลุ่มละไม่น้อยกว่า 5 คน อนุมัติเงินกู้ยืมตามความเหมาะสม  กลุ่มละไม่เกิน 100,000 บาท

                ทั้งนี้  การพิจารณาอนุมัติคำนึงถึงความสามารถในการชำระหนี้ด้วย

 

6.  เอกสารประกอบการกู้ยืม

     6.1  กรณีให้กู้ยืมเป็นรายบุคคล ประกอบด้วย

                        (ก)  สำเนาทะเบียนบ้าน และสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้ขอกู้ยืม

                        (ข)  สำเนาทะเบียนบ้าน และสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้ค้ำประกัน

                        (ค)  ประมาณการค่าใช้จ่ายในการประกอบอาชีพ / แผนผังการประกอบอาชีพ,ที่อยู่อาศัย

                        (ง)  หนังสือรับรองเงินเดือน/สลิปของผู้ค้ำประกัน (เว้นแต่เกษตรกร)

              (จ)  หนังสือยินยอมคู่สมรส ผู้ขอกู้และผู้ค้ำประกัน (หากมี)           

                        (ฉ)  หนังสือสัญญาเช่าบ้าน (ในกรณีที่ผู้กู้เช่าบ้านอยู่)

 

     6.2  กรณีให้กู้ยืมเป็นรายกลุ่ม  ประกอบด้วย

                        (ก)  สำเนาบัตรประชาชน

                        (ข)  สำเนาทะเบียนบ้าน

                        (ค)  โครงการประกอบอาชีพของกลุ่ม

                        (ง)  หนังสือสัญญาเช่าบ้าน (ในกรณีที่ผู้กู้เช่าบ้านอยู่)

                        (จ)  สำเนาทะเบียนบ้าน และสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้ค้ำประกัน

              (ฉ)  หนังสือรับรองเงินเดือนของผู้ค้ำประกัน (เว้นแต่เป็นเกษตรกร)           

                        (ช)  หนังสือยินยอมคู่สมรส (หากมี)

7.     การทำสัญญากู้ยืมเงิน

                                –   หากผู้กู้ได้รับการอนุมัติให้กู้ยืมเงิน ทางสำนักส่งเสริมและพิทักษ์ผู้สูงอายุ หรือสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด (ตามสถานที่ที่ผู้กู้ได้ยื่นกู้) แจ้งให้ผู้กู้และผู้ค้ำประกัน หรือกลุ่มประกอบอาชีพของผู้สูงอายุ มาทำสัญญากู้ยืมเงิน และสัญญาค้ำประกัน ถ้าไม่มาทำสัญญาภายใน 30 วัน  นับแต่วันที่แจ้งให้ทราบ ให้ถือว่าการกู้ยืมเงินในครั้งนั้น เป็นอันสละสิทธิ์/ยกเลิก  หากเป็นส่วนภูมิภาคจะต้องแจ้งให้กองทุนผู้สูงอายุทราบด้วย ว่ามีผู้ผ่านการอนุมัติใดที่ไม่มาทำสัญญาภายใน 30 วัน  เพื่อแจ้งผลการยกเลิกให้กับผู้กู้ทราบต่อไป

           

8.  การชำระคืนเงิน

                                ให้ผู้กู้ส่วนภูมิภาคผ่อนชำระตามสัญญา ณ สำนักส่งเสริมและพิทักษ์ผู้สูงอายุหรือสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด หรือทางธนาณัติ (ตามที่สถานที่ที่ผู้กู้ได้ยื่นขอกู้) ภายในระยะเวลา 3 ปี นับแต่วันที่รับเงินกู้ โดยไม่มีดอกเบี้ย ให้ชำระคืนเป็นรายงวดทุก 30 วัน ภายในวันที่ 5 ของทุกๆ เดือน หรือไม่เกินวันที่ 15 ในเดือนนั้น ๆ

                เมื่อผู้กู้ได้ชำระเงินกู้เป็นรายงวดแล้ว จะได้รับหลักฐานการรับเงินทุกครั้ง หากไม่ได้รับหลักฐานการรับเงินให้แจ้งมาที่

                                กลุ่มกองทุนผู้สูงอายุ  สำนักส่งเสริมและพิทักษ์ผู้สูงอายุ  สำนักงานส่งเสริมสวัสดิภาพและพิทักษ์เด็ก เยาวชน ผู้ด้อยโอกาส คนพิการ และผู้สูงอายุ

                ที่ตั้ง เลขที่ 618/1  ถนนมักกะสัน  เขตราชเทวี  กรุงเทพ  10400 

                                เบอร์โทรศัพท์  02255 -5850-9 ต่อ 287 และ 289  โทรสาร  02253-9115

 

9สถานที่ติดต่อขอรับการกู้ยืมเงิน

        –  ในเขตกรุงเทพมหานคร ให้ยื่นที่สำนักส่งเสริมและพิทักษ์ผู้สูงอายุ

        –  ในส่วนภูมิภาค ให้ยื่นที่สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด

 


Share:



Social media & sharing icons powered by UltimatelySocial